“ยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้ความรุนแรงและปลอดการค้ามนุษย์”

 

“ยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้ความรุนแรงและปลอดการค้ามนุษย์”

รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี ๒๕๕๖ : ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๒ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖)  มีประเด็นหลัก ๔ ประเด็นสำคัญ หนึ่งในสี่ประเด็นนั้นเป็นเรื่องของภาวะเด็กไทยที่ยังไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานครบทุกคน  โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจนและกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะจน ดังนั้น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย(ฟรี)เต็มรูปแบบให้แก่เด็กทั้งสองกลุ่มนี้  จึงเป็นการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและจะนำไปสู่การสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนในการที่จะได้มีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตของพวกเขา ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๔ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่าเด็กไทยยังไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานครบทุกคนโดยเฉพาะเด็กยากจน เมื่อพิจารณาการเข้าถึงการศึกษาในเชิงพื้นที่ควบคู่กับเศรษฐสถานะพบว่า กลุ่มเด็กยากจนและเด็กมีความเสี่ยงที่จะจนในเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีโอกาสน้อยในการได้รับการอบรมดูแลในช่วงปฐมวัย ขณะที่เด็กกลุ่มนี้ในภาคใต้ประสบปัญหาในการเข้าถึงการได้รับศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นเดียวกัน

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง : ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่า ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบเหยื่อผู้หญิงถูกกระทำรุนแรงเข้ารับการรักษาที่ศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุขกว่า ๒.๗    หมื่นคน ระบุตั้งแต่เดือนมกราคม – ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ มีผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงขอเข้ารับบริการจำนวน ๗๓๑ ราย แบ่งเป็น ความรุนแรงในครอบครัว ๕๙๓ ราย ความรุนแรงทางเพศ ๘๕ ราย ท้องไม่พร้อม ๒๒ ราย ค้ามนุษย์ ๓ ราย คลิปวิดีโอ ๗ ราย ต้องการหางานทำเพราะสามีทอดทิ้ง ๒๑ ราย นอกจากนั้นข้อมูลจากการศึกษาขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เรื่อง “ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๕ ความคืบหน้าของผู้หญิงในโลกในการแสวงหาความยุติธรรม” ระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับ ๗ ที่มีการกระทำความรุนแรงทางเพศมากที่สุด โดยเจตคติทางสังคมไทยมองปัญหานี้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคดีที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ผัวเมียตีกัน ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดความไม่มั่นใจ และรู้สึกไม่ปลอดภัยในการที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ส่งผลให้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวันและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เด็กและสตรีจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกาย ทางจิตใจและทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องความจริงที่ต้องรู้ เกี่ยวกับ “ความรุนแรง” ในประเด็นสำคัญที่สังคมต้องทำความเข้าใจว่าการใช้ “ความรุนแรง” ถือเป็นการกระทำที่ผู้กระทำได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ถูกกระทำหลายรูปแบบของ “ความรุนแรง” ได้แก่ ความรุนแรงทางด้านร่างกาย ความรุนแรงทางด้านจิตใจ ความรุนแรงทางเพศ และความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางสังคม ที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ทำให้เกิด “คนยากจน” และ “คนที่มีความเสี่ยงที่จะยากจน”  มากขึ้น  ซึ่งเมื่อวัดความยากจนโดยใช้ดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index : MPI) ที่มีค่าใกล้เคียงกับสัดส่วนคนจนใต้เส้นความยากจนคือ ร้อยละ ๑๓ จะพบว่ามีจำนวนคนที่ตกอยู่ภายใต้ความยากจนมิติอื่นร้อยละ ๕๕.๓ โดยมิติที่มีปัญหามากที่สุด ได้แก่ การศึกษา (ร้อยละ ๓๑) รองลงมาเป็นด้านความเป็นอยู่ (ร้อยละ ๓๐.๖) เมื่อเชื่อมโยงความยากจนหลายมิติกับความยากจนตัวเงินพบว่า คนจนตัวเงินร้อยละ ๘๙.๑   มีความยากจนในมิติอื่น ๆ ด้วย ขณะที่กลุ่มคนไม่จนตัวเงินยังมีความยากจนมิติอื่น ๆ ถึงร้อยละ ๕๐.๑ แสดงว่ากลุ่มคนไม่จนครึ่งหนึ่งยังมีความเปราะบางเนื่องจากยังขาดการพัฒนาในมิติอื่นที่จะส่งผลต่อความยากจน

การไร้การศึกษา และ การมีภาวะยากจนเป็นเป้าหลอมสู่การสร้างนิสัยใช้ความรุนแรง: อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า สาเหตุของการใช้ความรุนแรงมักเกิดมาจากลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความรุนแรงที่ได้รับการหล่อหลอมมาจากครอบครัว “ปัญหาความรุนแรง” ส่วนใหญ่จะยึดโยงกับ “ปัญหาครอบครัว” เพราะครอบครัวเป็นสถาบันหลักของสังคม ขณะที่ปัญหาครอบครัวก็เกี่ยวพันกับ “ปัญหาทางจิต” ด้วย

ความรักในครอบครัว : ช่วยตัดวงจรนิสัยใช้ความรุนแรง ครอบครัวเป็นตัวช่วยหลักในการปลูกฝังรากฐานจิตใจ นิสัย และทัศนคติที่ดีให้กับทุกคน พร้อม ๆ กับสอนให้มีความเกื้อกูล เคารพสิทธิความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง เพื่อร่วมกันปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องเหมาะสม ให้สังคมได้รับรู้ว่าปัญหาการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ทุก ๆ คนในสังคมต้องช่วยกัน

“กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” : ต้องถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจัง นอกจากการกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว ยังมีความผิดตามกฎหมาย    อีกด้วย ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งบังคับใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เพื่อเป็นการสร้างมาตรการและกลไกคุ้มครองเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว หากใครพบเห็นสามี-ภรรยา ทุบตีกัน หรือกรณีบุตร หรือสาวใช้ ถูกคนในครอบครัวทำร้าย ข่มขืน หรือเกิดเหตุรุนแรงในครอบครัวทุกประเภท ควรแจ้งเจ้าพนักงานเพื่อสามารถเข้าไประงับเหตุภายในเคหสถานได้ทันที ภายใต้กฎหมายดังกล่าว หากสังคมไทยได้ร่วมกันสร้างประแสความตื่นตัวต่อปัญหาความรุนแรง เมื่อพบเห็นก็ไม่เมินเฉย จะช่วยลดปัญหาการกระทำความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างมาก

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา มีอำนาจหน้าที่ประการหนึ่งในการพิจารณาศึกษาเรื่อง ที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้ง การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล การสร้างหลักประกัน ความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยรวม  คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ครอบครัวและปัญหาการค้ามนุษย์มาโดยตลอด เนื่องในโอกาสที่เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีสากล และเดือนมีนาคมเป็นวันสตรีสากล เพื่อระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนา

คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านสตรีภายใต้การนำของนางกีระณา        สุมาวงศ์ และคณะอนุกรรมาธิการด้านเด็กและเยาวชนภายใต้การนำของหม่อมหลวงปรียพรรณ  ศรีธวัช  จัดการสัมมนา เรื่อง “ยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้ความรุนแรงและปลอดการค้ามนุษย์”วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๗ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๔.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖-๓๐๘ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ๑.เป็นเวทีระดมความคิดเห็นของนักวิชาการด้านการศึกษา นักพัฒนาสังคมทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดเห็น ต่อรากฐานปัญหาของความรุนแรงต่อเด็กและสตรี กำหนดแนวทางการเปลี่ยนแปลง กำหนดแนวทางที่เป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ๒.เป็นเวทีให้สาธารณชนมีส่วนร่วม ทั้งการแสดงความคิดเห็น การรับรู้ข้อมูลปัญหา และวิธีการแก้ไข จนนำไปสู่การปลุกจิตสำนึกการมีส่วนร่วมที่จะช่วยกันผลักดันยุทธศาสตร์ที่ได้วางแผนร่วมกันให้สัมฤทธิ์ผลต่อไป ๓. เป็นการนำเสนอให้เห็นทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นแผนงานหลักโดยให้สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล ที่ได้รับฟัง เห็นปัญหา และนำผลไปแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย และนโยบายสาธารณะต่อเด็กและสตรีได้มีความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อเป็นรากฐานของสังคมสันติสุขต่อไป

ภายในงานจะมีกิจกรรมการอภิปรายเรื่อง “ยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้ความรุนแรงและปลอดการค้ามนุษย์”โดยผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย อาทิ จากสำนักงานอัยการสูงสุด จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าวได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา โทร ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๕-๖ โทรสาร ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๖ สายด่วนวุฒิสภา ๑๑๐๒ หรือส่งจดหมาย/เอกสาร/ข้อร้องเรียนไปที่ “ตู้ปวงชนชาวไทย”ไปรษณีย์รัฐสภา กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๕    

1,124 total views, no views today

11 กิจกรรมสร้างลูกให้ฉลาดช่วงปิดเทอม/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

11 กิจกรรมสร้างลูกให้ฉลาดช่วงปิดเทอม/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

 เด็ก ๆ รักการปิดเทอมและเฝ้ารอช่วงเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะนั่นหมายถึงการพักจากการไปโรงเรียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปิดเทอมไม่ได้หมายถึงการหยุดการเรียนรู้ ช่วงปิดเทอมไม่ควรเป็นเวลาที่เด็กจะได้เล่นเกมตลอดทั้งวัน หรือนอนทั้งวัน แต่เด็ก ๆ ควรได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนชายทะเล ได้ทำกิจกรรมที่สนุกหลากหลาย รวมทั้งการได้เรียนรู้สิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปิดเทอมในช่วงถัดไป

       จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาของสหรัฐอเมริกาพบว่าเด็ก ๆ ขาดการเรียนรู้ไปถึง 25 % ในช่วงปิดเทอม จากการศึกษาของ แฮริส คูเบอร์จากมหาวิทยาลัยดุกค์ พบว่าผู้ปกครองที่มีฐานะปานกลางและร่ำรวยจะช่วยให้ลูกมีการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องในช่วงปิดเทอมได้ โดยใช้วิธีส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่กระตุ้นการเรียนรู้ แต่แท้ที่จริงแล้วเด็กๆสามารถเรียนรู้และสนุกสนานในช่วงปิดเทอมได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินมากมาย กิจกรรมต่อไปนี้จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างง่าย ๆ มีดังนี้

       1. ทำอาหาร เข้าครัว การทำอาหารถือเป็นทักษะที่มีประโยชน์และจำเป็นในชีวิต ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาการพึ่งพาตัวเองในอนาคตเท่านั้นแต่การทำอาหารยังช่วยพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อีกด้วยไม่ว่าจะเป็นการนับ การหาร ชั่ง ตวง วัด เวลา และเรียนรู้การถนอมอาหารอีกด้วย

       2. เล่นกีฬา กิจกรรมการเล่นกีฬาไม่เพียงแต่พัฒนาความแข็งแรงด้านร่างกายเท่านั้นแต่ยังพัฒนาสมองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นบาสเกตบอล แชร์บอล ฟุตบอล เทนนิส การขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เทควันโด ล้วนแล้วแต่พัฒนาความเชื่อมั่นในตัวเอง การทำงานเป็นทีม ความสามัคคี และการคิดอย่างมีเหตุผลอีกด้วย เด็กที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไปหากฝึกการเล่นกีฬาจะทำให้ร่างกายแข็งแรง กล้ามเนื้อ มีสุขภาพที่ดี มีการพัฒนา และติดไปจนเป็นนิสัยจนโต

       3. อ่านหนังสือ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการอ่านช่วยพัฒนาสมองในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นการจัดเวลา และให้เด็กมีโอกาสได้อ่านหนังสือประมาณ 1 ชั่วโมงต่อหนึ่งวันจะช่วยให้เด็กมีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น มีนิสัยรักการอ่าน เปิดโลกจินตนาการ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าการดูทีวีทั้งวัน หรือเล่นมั่วสุมกับเพื่อนๆ การให้เด็กมีโอกาสไปห้องสมุด หรืออาจให้รางวัลเล็กๆน้อยๆกับเด็กหลังจากการอ่านจะช่วยกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านมากขึ้น และจะติดเป็นนิสัยไปจนโต

       4. เล่นหมากรุก หรือหมากฮอส การเล่นเกมบนหมากกระดาน จะช่วยพัฒนาสมองได้อย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมิติสัมพันธ์ การเรียนรู้เรื่องของตัวเลข ทิศทางความสัมพันธ์ จากกศึกษาที่ฮ่องกงพบว่าการเล่นหมากกระดานช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้ถึง 15% หลังจากทำแบบทดสอบ ในปัจจุบันเด็กมักไม่สนใจการเล่นเกมหมากกระดานเท่าไหร่ เนื่องจากชอบการเล่นเกมคอมพิวเตอร์มากกว่า การเล่นหมากรุกต้องใช้ความอดทนและฝึกสมาธิ ดังนั้นผู้ปกครองควรเสริมแรงให้เด็กรักการเล่นหมากกระดานต่างๆ โดยการเล่นกับเด็ก สอนวิธีเล่นอย่างสนุกสนาน และให้รางวัลเล็กๆน้อยๆ เพื่อที่เด็กจะหันกลับมาสนใจการเล่นหมากกระดานมากขึ้น

       ไม่เพียงแต่การเล่นหมากรุกและหมากฮอสเท่านั้น การต่อคำศัพท์ ( Scrabble) เกมเศรษฐีหรือเกมบนกระดานต่างๆ จะช่วยพัฒนาคำศัพท์และรู้จักความหมายของคำ และช่วยพัฒนาภาษา การคิดเลข การใช้เงิน การนับ และถ้าเล่นกันหลายคนรวมกัน จะช่วยพัฒนาด้านการปรับตัวเข้ากับสังคม รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย

       5. เรียนรู้ทางดนตรี ดนตรีนับว่าเป็นกิจกรรมที่พัฒนาสมองและเป็นกำไรในการสร้างความฉลาดที่แสนสนุกอีกอย่างหนึ่งในช่วงปิดเทอม เด็กๆสามารถหาเวลาฝีกซ้อมในระหว่างวัน กิจกรรมดนตรีถือว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างวินัย สร้างความอ่อนโยนและช่วยพัฒนาสมองไปในตัว

       6. ทำสวน การทำสวนถือว่าเป็นการสอนธรรมชาติศึกษาให้แก่เด็ก ทำให้เด็กๆรักธรรมชาติ สร้างโลกสีเขียว ลดมลพิษทางอากาศและทำให้มีจิตใจที่อ่อนโยนอีกด้วย

       7. เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ช่วยพัฒนาคำศัพท์ การติดต่อสื่อสาร และการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆอีกด้วย การให้เด็กได้อ่านหนังสือ เรียนรู้คำศัพท์ที่สนุกสนานจะช่วยให้เด็กๆรักการอ่านไปในตัว รวมทั้งพัฒนาความสามารถในการเขียนในอนาคต ในปัจจุบันการค้าเสรีเข้ามามีบทบาท การเปิดตัวกับต่างประเทศมีมากขึ้น ดังนั้นภาษานับว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นอย่างยิ่ง

       8. จดบันทึก การเขียนไดอารี่ การจดบันทึกจะช่วยพัฒนาการเขียน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็น การจดบันทึกจะช่วยพัฒนาความคิดในการวางแผน การรู้จักตนเอง รวมทั้งเป็นการช่วยระบายความคับข้องใจ ความเครียด ช่วยทำให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี

       9. เขียนเรื่องสั้น เขียนเรื่องราวในจินตนาการและท่องโลกในจินตนาการ การเขียนช่วยพัฒนาคำศัพท์ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกผ่านตัวอักษร ซึ่งไม่แน่ลูกของเราอาจจะเป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

       10. เล่นเกมการศึกษา และเกมที่มีคุณค่าทางคอมพิวเตอร์ มีนักการศึกษามากมายต่อต้านการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ นั่นหมายถึงเกมที่มีความรุนแรง หรือเกมที่เด็กติดจนไม่มีอันจะทำอะไร แต่เกมการศึกษาหรือเกมคอมพิวเตอร์บางอย่าง จะช่วยพัฒนาสมองและสร้างความสนุกสนานที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยได้ ดังนั้นการจัดเวลา การดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการคัดสรรเกม นับว่ามีประโยชน์และจำเป็นเพราะเป็นทักษะที่สำคัญในอนาคต

       11. เรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ การฝึกการสังเกตความเหมือนและความแตกต่าง การนับ การเพิ่มขึ้นและลดลง กิจกรรมคณิตศาสตร์เหล่านี้เด็กๆควรได้รับการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการบวกตัวเลขทะเบียนท้ายรถคันหน้า การสังเกตป้ายโฆษณา การช่วยคุณแม่ไปซื้อของที่ร้าน การทำแบบฝึกหัดที่สร้างสรรค์ ล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับชีวิตในอนาคต

       กิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นกิจกรรมที่จะช่วยสร้างให้เด็กได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยพัฒนาความคิด สร้างสรรค์จินตนาการ และพัฒนาสมอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือทุกกิจกรรมนั้นต้องให้เด็กๆมีความสนุกสนาน ไม่ใช่ยัดเยียดความรู้ บังคับ หรือให้เด็กต้องคร่ำเคร่งมากเกินไป เพราะกิจกรรมในช่วงปิดเทอมควรเป็นกิจกรรมที่ทั้งมีความสนุกและเกิดประโยชน์กับเด็กอย่างคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน

620 total views, 1 views today

ทำความเข้าใจกับการคุ้มครองเด็ก

Gallery

This gallery contains 1 photo.

การคุ้มครองเด็ก หมายถึง การป้องกันและปกป้องเด็กจากความรุนแรง การถูกแสวงหาประโยชน์ การละเลยทอดทิ้ง หรือรูปแบบการกระทำต่างๆที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อร่างกายและจิตใจ การพัฒนา และศักดิ์ศรีของเด็ก ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ,พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ , พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ , พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.๒๕๔๑ , นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงนานาชาติ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก , อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด (หมายเลขที่ ๑๘๒) และมี บันทึกข้อตกลงนานาชาติเพื่อความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ เป็นพื้นฐานในการทำงานด้านการคุ้มครองเด็ก  การปฏิบัติต่อเด็กโดยมิชอบสามารถแบ่งได้ดังนี้ การละเมิด การละเมิดทางกาย เช่น … Continue reading

1,025 total views, no views today

ความหมายของ “สถาบันครอบครัว”

Gallery

This gallery contains 1 photo.

1. สถาบันครอบครัว สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันพื้นฐานแรกที่สุดและมีความสำคัญยิ่งของสังคม เพราะสถาบันขั้นมูลฐานที่เป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันทั้งหลาย ในสมัยก่อนนั้นสถาบันครอบครัวทำหน้าที่เป็นทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันเศรษฐกิจ และสถาบันการปกครอง ฯลฯ หรืออธิบายได้ว่า สถาบันครอบครัวทำหน้าที่ให้การศึกษาและความรู้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในด้านเศรษฐกิจ และปฏิบัติหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนสมาชิกของครอบครัวให้เป็นพลเมือง แต่ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาและสถาบันเศรษฐกิจได้เข้ามามีบทบาทปฏิบัติ หน้าที่แทนสถาบันครอบครัวในด้านการให้การศึกษาแก่สมาชิกของสังคม และผลิตเครื่องอุปโภคและบริโภคขึ้นจำหน่ายแก่สมาชิกในสังคม บทบาทในด้านดังกล่าวของสถาบันครอบครัวจึงลดลงไป ความหมายของสถาบันครอบครัว สถาบันครอบครัว หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมที่คนที่มาติดต่อเกี่ยวข้องกันในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและเครือญาติจะต้องปฏิบัติตาม นั่นคือคนที่เป็นญาติกันโดยสายเลือด เช่น เป็นพ่อแม่ พี่น้องกัน เป็นญาติกันทางการแต่งงาน เช่น เป็นสามีภรรยา เป็นเขยสะใภ้กัน หรือการรับไว้เป็นญาติ เช่น เป็นบุตรบุญธรรม เป็นต้น คนเหล่านี้จะต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์แบบแผนที่สังคมเป็นผู้กำหนดขึ้นเรียกว่า สถาบันครอบครัว ซึ่งครอบคลุมแนวทางในการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือ การเลือกคู่ การหมั้น … Continue reading

1,348 total views, no views today